Magazine Update
นิตยาสารแฟนวีฟิช ฉบับวันที่ 12 กค- 11 สค 53 จับกระแสกุ้ง เครย์ฟิช สัตว์ตัวจิ๋วมาแรงที่มากด้วยเสน่ห์ เปิดเทคนิคการเพาะปลากระเบน หนึ่งผู้อยู่เบื้องหลังแชมป์รันชู เปิดบ้านนักเลี้ยงปลาทองไซส์ Jumbo...
Aquabiz Vol.3 September 2009 Aquabiz Vol.3 September 2009 ไปให้ปลาตอดที่ family fish and spa พฤติกรรมปลาการ์ตูนอานม้า สายพันธุ์ปลาคาร์ฟที่ได้รับความนิยม เตรียมความพร้อมสำหรับพันธุ์ อโรวาน่า ...
 


Thai Ranchu Farm
  Ranchustar Pro.
Tel. 0818393913
จตุจักร
  Hanajima Ranchu
Tel. (086)322-2812
รังสิต
  Top Ten Ranchu
Tel. 0819293377
เซเว่นเดย์ จตุจักร
  A+Ranchu
Tel. 0841407272
โชคชัย4

Online User 6 Member 0 Date last modified : Thursday 1st January 1970 7:00am


  ข่าวชมรม    
Ranking 2009
ประกาศผลตารางอันดับสุดยอดคนรันชูปี 2009 ออกมาแล้วครับใครจะติดอันดับ 10 สุดยอดคนรันชู ในปี 2009 กันบ้างเรามาร่วมลุ้นกันเลยครับ...
 
High Light
รันชูกับสิงห์ญี่ปุ่นแตกต่างกันอย่างไร
Top Ten 10 อันดับสุดยอดคนรันชูปี 2551

รันชูป่วยทำไงดี ? ความสูญเสียที่ป้องกันได้
ในช่วงการเลี้ยงปลารันชูของแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ระดับมือใหม่ ผู้เริ่มเลี้ยงไปจนกระทั่งผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงรันชูมาอย่างยาวนานก็จะต้องพบว่าในช่วงดังกล่าวจะต้องประสบปัญหาปลารันชูป่วยไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง บางท่านก็เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง บางท่านก็เกิดเป็นประจำต่อเนื่อง การรักษาบางทีก็รอดบางทีก็ตาย หลายคนเลิกเลี้ยงรันชูเนื่องจากเบื่อหน่าย ดังนั้นเราจะมาเรียนรู้กันว่าหากรันชูของเราป่วยจะทำอย่างไรดี ?

Thursday, July 16, 2009 06:07 PM

page 1

รันชูป่วยทำไงดี ? ความสูญเสียที่ป้องกันได้

 ในช่วงการเลี้ยงปลารันชูของแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ระดับมือใหม่  ผู้เริ่มเลี้ยงไปจนกระทั่งผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงรันชูมาอย่างยาวนานก็จะต้องพบว่าในช่วงดังกล่าวจะต้องประสบปัญหาปลารันชูป่วยไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง  บางท่านก็เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง  บางท่านก็เกิดเป็นประจำต่อเนื่อง  การรักษาบางทีก็รอดบางทีก็ตาย  แม้ว่าไม่ตายโอกาสที่จะกลับมาสวยสมบูรณ์อย่างเดิมก็ไม่มี  เป็นต้น  หลายคนเลิกเลี้ยงรันชูเนื่องจากเบื่อหน่ายจากสภาพการณ์ที่เลี้ยงแล้วป่วยบ่อยๆ เลี้ยงแล้วตายก็มีมาก  ดังนั้นเราจะมาเรียนรู้กันว่า     หากรันชูของเราป่วยจะทำอย่างไรดี   ?



 ทำไมรันชูจึงป่วย............  รันชูที่สมบูรณ์อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี  มักจะไม่ป่วยได้ง่าย ๆ  เนื่องจากรันชูเป็นปลาที่มีความแข็งแรงพอสมควร  หากแต่ว่าเราจะต้องมีการเตรียมการที่ดี  ซึ่งมี  3  ประเด็นใหญ่ ๆ  ที่ผู้เลี้ยงรันชูต้องทราบเพื่อจะได้ลดอาการป่วยหรือการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น  ก็คือ
1. การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเลี้ยงรันชู
2. สังเกตอาการป่วยของรันชูตั้งแต่เริ่มมีอาการ
3. วิธีการรักษาโรคในแต่ละชนิดอย่างถูกต้อง
1.  การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเลี้ยงปลารันชู  นับเป็นองค์ประกอบแรกในการป้องกันหรือลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น  เพราะหลายครั้งที่รันชูป่วยหรือสูญเสียเราจะพบว่าเกิดจากสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงนั้นเอง  เช่น

-  สถานที่ตั้งบ่อ บริเวณที่ตั้งบ่ออยู่ในบริเวณที่กระทบแสงแดดหรือฝนโดยตรงทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตลอด หรือบ่ออยู่ในห้องแอร์การเปิดปิดแอร์ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเสมอๆ  หรือมีฝนสาดเข้ามายามฝนตกทำให้ค่า  PH น้ำมีการเปลี่ยนแปลง หรือที่ตั้งบ่อไม่แข็งแรงมีแรงกระเทือนจากคนเดินทำให้ปลาเครียดหรือตกใจตลอดเวลา
-  เลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป การเลี้ยงปลาหนาแน่นจะทำให้คูณภาพน้ำเสียเร็ว           เพราะปลา   จะแย่งกันกิน  มีการขับถ่ายมาก  ปลาต้องการออกซิเจนสูง  ซึ่งปัญหาการเลี้ยงปลาหนาแน่นจะพบเป็นอันดับแรก ๆ  ในการที่ทำให้ปลาป่วยทีเดียว
-  คุณภาพน้ำไม่ดี สาเหตุก็มาจากข้อแรก  คือ  เลี้ยงปลาหนาแน่น  หรือบางท่านใช้ระบบกรองน้ำ  ทำให้ละเลยการเปลี่ยนถ่ายน้ำในเวลาที่เหมาะสม  เพราะอาจเห็นว่าน้ำยังใสอยู่  แต่ในความใสนั้นอาจมี  แบคทีเรีย  สารต่าง ๆ  ที่เป็นพิษต่อปลาสะสมจำนวนมาก
-  อุณหภูมิของน้ำ รันชูเป็นปลาที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ       โดยปกติปลาจะปรับตัวได้  ไม่เกิน  3 – 5  องศา/วัน  ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการวางอ่าง/บ่อไว้ในที่แดดจัดๆ หรืออยู่ใน        ห้องแอร์  ฯลฯ  ที่จะให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเร็ว  นอกจากนี้อุณหภูมิของน้ำยังมีผลต่อการเน่าเสียของอาหารหรือการแพร่กระจายของเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย
-  การให้อาหาร การให้อาหารพอเหมาะแต่ให้บ่อย ๆ เป็นวิธีที่ดีสำหรับปลารันชู  บางครั้งเราจะพบว่ามีการให้อาหารมากเกินความจำเป็น  ทำให้มีเศษอาหารที่เน่าเสีย  ซึ่งเกิดจากการกินไม่หมดสะสมตกค้างอยู่  หรืออาหารสดที่มีชีวิตที่ล้างไม่สะอาดเป็นพาหะนำโรคมาสู่ปลา  ตลอดจนอาหารสดที่มากเกินไปก็จะแย่งออกซิเจนของปลาในการหายใจ  ตลอดจนการให้อาหารที่ไม่สอดคล้องกับอุณหภูมิของอากาศในช่วงนั้นๆ  ทำให้อาหารไม่ย่อย  เป็นต้น
-  ความเครียดของปลา เกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมข้างต้น  ทำให้ภูมิคุ้มกันในตัวปลาอ่อนแอลง  และเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย  เช่น  ปลาหนาแน่นต้องถ่ายน้ำบ่อย  ปลาต้องปรับตัวกับสภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  รวมถึงอุณหภูมิน้ำที่ไม่สม่ำเสมอ  บางคนก็เปิดออกซิเจนแรงเกินไปในขณะที่ปลาเล็ก  ทำให้ปลาต้องตื่นตัวตลอดเวลาหรือบริเวณที่ตั้งบ่อมีเครื่องออกซิเจนที่ตั้งอยู่ขอบบ่อทำให้เกิดแรงกระเทือนตลอดเวลา เป็นต้น
-  สารเคมี / สิ่งแปลกปลอม สารเคมีที่อยู่ในน้ำ  เช่น  คลอรีน  ขณะถ่ายน้ำจะทำอันตรายต่อรันชูได้ หรือแม้แต่กระทั่งสารเคมีที่วางไว้บริเวณปากบ่ออาจได้รับการกระแทกตกลงในบ่อซึ่งหากปิดฝาไม่สนิท  สารเคมีก็จะละลายลงสู่บ่อในปริมาณที่มากได้  หรือเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด เช่น  สุนัขมาปัสสาวะใส่ลงใน    บ่อรันชู  เนื่องจากบ่อรันชูตั้งอยู่ต่ำมาก หรือแม้แต่กระทั่งผู้ที่นิยมเปิดไฟเลี้ยงรันชูในเวลากลางคืน  จะมีแมลงบางชนิดที่พากันมาเล่นไฟแล้วตกลงไปในบ่อรันชู และรันชูกินแมลงนั้นไป ซึ่งเหตุการณ์เหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงมาแล้วทั้งสิ้น
-  การนำปลาใหม่เข้าบ้าน ปลาแต่ละที่จะมีภูมิต้านทานในแต่ละที่แตกต่างกัน  ดังนั้นการนำปลาใหม่เข้าบ้านต้องแยกเลี้ยงก่อนที่จะนำมารวมกันอย่างน้อย  2  สัปดาห์  เพื่อเป็นการกักโรคและให้ปลาใหม่ได้ปรับสภาพเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่  ถ้านำมารวมกันทันที  ปลาที่นำมาใหม่จะป่วยและพลอยให้ปลาเก่าที่มีอยู่เดิมป่วยตามมาด้วย  และอาจลามป่วยทั้งบ้านเลยทีเดียว
-  ศัตรูของรันชู สถานที่เลี้ยงบางแห่งเป็นที่เปิดโล่ง  ง่ายต่อการเข้าโจมตีของพวก  นก  แมว  งู  ฯลฯ  ซึ่งกรณีอาจทำให้ปลาของเราได้รับบาดเจ็บ  หรือบางส่วนก็สูญหาย  สูญเสีย  กลายเป็นอาหารของบรรดาศัตรูรันชูเป็นอย่างดี  สภาพแวดล้อมของที่เลี้ยงจึงควรป้องกันสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ด้วย 
นี่ก็เป็นตัวอย่างบางส่วนที่ต้องระวังเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปลาของเราเกิดการเจ็บป่วย หรือสูญเสียได้  ดังนั้นขอให้เพื่อน ๆ กลับไปตรวจสอบสภาพแวดล้อมของสถานที่  และวิธีเลี้ยงรันชูก่อนว่ามีความเสี่ยงในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่



2.  วิธีสังเกตอาการป่วยของรันชู  การสังเกตพฤติกรรมของรันชู  เป็นเรื่องจำเป็นของนักเลี้ยงทุกๆ คน  เพราะหากเราพบอาการผิดปกติเร็วเท่าใด  ก็จะมีโอกาสรักษาและลดการสูญเสียได้มากเท่านั้น  โดยปกติมักจะนิยมสังเกตพฤติกรรมช่วงเราให้อาหารปลาในแต่ละวันรันชูที่มีอาการผิดปกติ  จะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายๆ อย่างรวมกันดังนี้
-  เวลาให้อาหารไม่กระตือรือร้นเข้ามากิน
-  ว่ายน้ำช้าลง  แยกตัว  หรือไม่ว่ายน้ำโดยลอยตัวอยู่ผิวน้ำเฉย ๆ  หรือนอนจมอยู่พื้นบ่อ
-  เวลากินอาหารมีอาการสำลัก  และพ่นอาหารออก
-  หายใจหอบ  เหงือกปิด  1  ข้าง
-  ว่ายน้ำเอาตัวถูกับขอบอ่างบ่อยๆ
-  บริเวณภายนอกมีอาการตกเลือด  หรือมีจุดขาว  มีเมือกปกคลุมบางส่วนของร่างกายหรือ หาง    
    / ครีบ  เปื่อย
-  มีลักษณะที่ผิดไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว  เช่น  ท้องป่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  มีเกล็ดพอง เป็นต้น
-  อุจจาระของรันชูเป็นเมือกใส  หรือสีแปลกไป  โดยที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนอาหาร
อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้บางอาการจัดได้ว่ามีอันตรายต้องรีบรักษา  บางอาการก็ถือว่าไม่อันตรายนัก  อาการที่ไม่อันตราย  เช่น  ราดำ  ซึ่งเกิดจากน้ำสกปรก  หรือบริเวณวุ้นมีหนองไหลออกมาคล้ายๆ กับเป็นสิว  ที่เกิดขึ้นจากอากาศเย็น  หรือบางครั้งเกิดจากพฤติกรรมของรันชูเอง  เช่น  เมื่อกินอิ่มมาก ๆ ปลาจะว่ายช้าลงหรือกินอาหารแล้วพ่นออก หรือเมื่อปลาพักผ่อนก็จะหยุดนิ่ง  เป็นต้น  พฤติกรรมเหล่านี้ไม่จัดว่าปลาอยู่ในอาการป่วย  ดังนั้นการสังเกตปลาป่วยจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วย  หลายครั้งที่พบว่า  เราวิตกจริตเกินเหตุ  ปลาไม่ป่วยแต่เราถ่ายน้ำใส่ยาต่างๆ มากมาย  จนปลาที่ไม่ป่วยกลายเป็นปลาป่วย  เนื่องจากเกิดความเครียดและได้รับสารเคมีมากเกินไป



3. เมื่อปลารันชูป่วยจะรักษาอย่างไร  เมื่อพบปลาป่วย  ประการแรกที่จะต้องทำคือ  แยกปลา     ที่ป่วยออกมา  วิเคราะห์สาเหตุเพื่อจะได้ทำการรักษาที่ถูกต้องว่าโรคที่เกิดขึ้นเกิดจากอะไร  แบคทีเรีย  เชื้อรา  ไวรัส   สารเคมี  หรือสภาพแวดล้อม  นอกจากจะแยกปลาป่วยออกมารักษาแล้ว  ปลาที่รวมกันอยู่เดิมอาจต้อง  ใส่ยา  ฯลฯ  เพื่อป้องกันไว้ด้วย  เพราะเราไม่แน่ใจว่าโรคนั้นซึ่งเป็นโรคติดต่อได้แพร่ระบาดออกไปหรือยัง
-  การแยกปลาป่วยมารักษา โดยภาชนะที่ใช้ในการรักษาควรมีความจุน้ำประมาณ  100–200  ลิตร  เพราะปริมาณน้ำที่น้อยเกินไปจะทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงเร็ว  และปลาที่ป่วยปกติต้องเปิดออกซิเจนให้แรงขึ้น  ดังนั้นหากภาชนะเล็กเกินไปน้ำจะกระเทือนมากทำให้ปลาไม่ได้พักผ่อน  ปริมาณน้ำที่มากจึงเป็นผลดีมากกว่า  เพียงแต่มีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาที่มากขึ้น  แต่หากเทียบกับมูลค่าของรันชูกับราคายา  การสิ้นเปลืองปริมาณยาที่มากขึ้นก็คุ้มค่ากับรันชู  ที่จะรักษาชีวิตเอาไว้



-  ยาที่ใช้ในการรักษา  ยาที่ผู้ใช้รันชูควรมีไว้ประจำบ้านเพื่อใช้ในการป้องกันและรักษา  เพื่อให้ง่ายต่อการหาซื้อ  อีกทั้งยาบางตัวก็มีขายในต่างประเทศแต่รักษาได้ผลดี เป็นต้น 
-  ยาที่ใช้กับพวกปรสิต       เช่น  ฟอมาลีน  ,  AQ 2  , ไซเตรด
-  ยาที่ใช้กับพวกแบคทีเรีย      เช่น  ยาเหลือง  ,  AQ 1
-  ยาที่ใช้กับพวกเชื้อรา       เช่น  ยากลุ่มมาลาไคท์   เมธิลีนบลู
-  เกลือ        เกลือจัดว่าเป็นยาธรรมชาติของปลารันชู  ซึ่งมีคุณสมบัติในการปรับสภาพน้ำลดการเติบโตของแบคทีเรียเชื้อโรคน้ำจืดบางชนิด                                                                                            
 -  โรคที่พบบ่อยในปลารันชู   โรคที่พบบ่อยและวิธีการรักษาโดยการรักษาโรคมีได้หลายวิธีตามแต่ความถนัดของแต่ละคน และเมื่อรักษาวิธีใดได้ผลก็จะใช้แนวทางนั้น  อย่างไรก็ตามสำหรับมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์มักจะทดลองด้วยวิธีต่าง ๆ เปลี่ยนยา  เปลี่ยนสูตรวิธีรักษาอยู่เสมอ  ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตัวปลาที่กำลังป่วยอยู่ในขณะนั้น  หรือการใส่ยาหลาย ๆ ตัวพร้อมกัน  ยาบางตัวอาจมีพาต่อกัน  เป็นต้น  ดังนั้นการที่จะรักษาปลา  ควรพิจารณาอาการของโรคให้ดีว่าป่วยเป็นอะไร  และศึกษาว่าโรคนั้นๆ ใช้ยาหรือวิธีให้รักษา  เมื่อตัดสินใจแล้วอย่าเปลี่ยนยาเร็วเกินไปให้ดูอาการสักระยะ  หากไม่ดีขึ้นจึงค่อยหยุดและพิจารณาใหม่ตามอาการอีกครั้ง




     ตัวอย่างรักษาโรคปลาจากผู้มีประสบการณ์บางท่านเพื่อเป็นแนวทางการตัดสินใจ  ซึ่งอาจมีวิธีอื่นๆ อีกตามความถนัดของแต่ละคน

โรค

อาการ

ยาที่ใช้

วิธีการ

โรคเหงือก

ปลาซึม  ว่ายน้ำช้า  แยกตัวออจากกลุ่ม

หายใจหอบ  เหงือกปิด 1 ข้าง

-  เกลือ

-  พาราซาน

-  ยาเขียวญี่ปุ่น

-  ยาเหลืองญี่ปุ่น

-  เปลี่ยนน้ำใหม่โดยแยกปลาป่วยออกมาใส่ 

    ภาชนะประมาณน้ำ  100  ลิตร  เปิด  

    ออกซิเจน  ให้แรงกว่าปกติ  งดอาหาร 

    เด็ดขาด

-  ใส่เกลือ  500  กรัม / น้ำ  100  ลิตร

-  ใส่ยาพาราซาน   20           ซีซี              

    ยาเขียว   1  ช้อนชา

    ยาเหลือง   1  ช้อนชา

-  ปิดบ่อห้ามยาโดนแสงแดด  โดยเปิดแง้ม

   ให้อากาศผ่านได้เล็กน้อย

-  ระยะเวลารักษาประมาณ  5 7 วัน

โรคเปื่อย

โรคตกเลือด

หาง  ครีบ  เปื่อย  และลามขึ้นเรื่อยๆ

กรณีตกเลือดจะมีเลือดออกตามซอกเกร็ด

-  เกลือ

-  ยาเหลืองหรือยา 

    ปฏิชีวนะ

-  เปลี่ยนน้ำใหม่โดยแยกปลาป่วยออกมาใส่ 

   ภาชนะประมาณน้ำ  100  ลิตร งดอาหาร

-  ใส่เกลือ  500  กรัม / น้ำ  100  ลิตร

-  ใส่ยาเหลือง  10          ซีซี   หรือ

    ยาปฏิชีวนะ   ครึ่งช้อนชา       

-  ระยะเวลารักษาประมาณ  5 7 วัน

โรคเห็บ

ปลิงใส

ปรสิตอื่นๆ

ปลามีอาการคัน  ว่ายถูขอบอ่าง  บริเวณที่ถูกปรสิตเกาะจะมีรอยแผล

- AQ2  หรือ ไซเตรด   

   หรือ ยาฆ่าปรสิต

-  ยาเหลือง  หรือ      

   ยาปฏิชีวนะ

- เปลี่ยนน้ำใหม่โดยแยกปลาป่วยออกมาใส่ 

    ภาชนะประมาณน้ำ  100  ลิตร  งดอาหาร

-  ใส่เกลือ  500  กรัม / น้ำ  100  ลิตร

 -  ใส่ยาเหลือง หรือยาปฏิชีวนะ  เพื่อป้องกัน 

    เชื้อโรคที่อาจแทรกมาตามรอยแผล

-  ระยะเวลารักษาประมาณ  3 5 วัน   

    เปลี่ยนน้ำแล้วใส่ยาซ้ำอีกครั้ง  และ    

    หลังจากนั้นประมาณ  2  สัปดาห์             

   ใส่อีกครั้งเพื่อตัดวงจรชีวิตของปรสิต

โรคท้องบวมที่เกิดจากลำไส้อักเสบ

ท้องปลาจะบวมขึ้นผิดปกติอย่างรวดเร็ว  บริเวณช่องทวารจะบวมแดง

-  เกลือ

-  ยาปฏิชีวนะ

   กลุ่มยาแก้อักเสบ

- เปลี่ยนน้ำใหม่โดยแยกปลาป่วยออกมาใส่ 

    ภาชนะประมาณน้ำ  100  ลิตร  งดอาหาร

    เด็ดขาด

-  ใส่เกลือ  500  กรัม / น้ำ  100  ลิตร

-  ใส่ยาปฏิชีวนะ   ครึ่งช้อนชา      / น้ำ  100  ลิตร         

-  ค่อยๆ รีดน้ำให้ออกจากช่องท้องทุกวัน    

   ในระยะแรกอาจยังไม่มีน้ำออกมา  แต่เมื่อ

    ช่องท้องลดอาการอักเสบลง  เวลารีดจะมี

    น้ำ หรือน้ำปนเลือดออกมา

-  ระยะเวลารักษา  ขึ้นอยู่กับอาการของปลา